วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โรค เชลฟี่ โจ๋ไทยเสพติด โพสรูปแลกกดไลน์ แฉขาดความมั่นใจ

        
โรค เชลฟี่ โจ๋ไทยเสพติด โพสรูปแลกกดไลน์ แฉขาดความมั่นใจ

ถ่ายรูปตัวเองโพสต์แลกกดไลค์ แสดงความคิดเห็น จิตแพทย์ระบุควรทำแค่บางโอกาส มากไปเป็นสัญญาณเตือนถึงการขาดความมั่นใจในตัวเอง อาจส่งผลถึงอนาคตกลายเป็นคนโลเล ชอบจับผิดคนอื่น ขี้อิจฉา
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้คนทั่วโลกนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สำรวจการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในปี 2556 พบว่า ทั่วโลกมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า 1 พันล้านคนต่อเดือน ใช้งานอินสตาแกรมมากกว่า 1 ร้อยล้านคนต่อเดือน ส่วนในประเทศไทยพบ ว่ามีประชาชน ใช้เฟซบุ๊กถึง 19 ล้านคน ใช้อินสตาแกรม ถึง 8 แสนคนต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นเดือนละ 10 ล้านคน
พญ.พรรณพิมล กล่าวต่อว่า เรื่องที่น่าห่วงขณะนี้ พบว่าประชาชนทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะวัยรุ่นนักเรียน นักศึกษา นิยมพฤติกรรมที่เรียกว่า เซลฟี่ (selfie) กันมาก คือ ถ่ายรูปตัวเองในอิริยาบถต่าง ๆ แล้วนำไปเผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไม่ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน หรือกินอะไร เพื่อให้เพื่อนในสังคมออนไลน์ทั้งที่รู้จักจริง และรู้จักในสังคมออนไลน์ได้รับรู้มากดไลค์ (Like) ถูกใจในรูปภาพ พฤติกรรมเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพจิตในอนาคตได้โดยเฉพาะเรื่อง ความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจในตนเอง ซึ่งจะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลต่ออนาคต การงาน และการพัฒนาประเทศอย่างคาดไม่ถึง
“เซลฟี่ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล การ ลงรูปเพราะอยากได้การตอบรับจากสังคม และการได้ยอดกดไลค์ ถือว่าเป็นรางวัล ซึ่งเป็นหลักปกติของมนุษย์ทั่วไป ถ้าอะไรที่ทำแล้วได้รางวัลก็จะทำซ้ำแต่ว่ารางวัลของแต่ละบุคคลมีผลกระทบต่อ ความรู้สึกไม่เท่ากันบางคนลงรูปไปแล้วได้แค่สองไลค์เขาก็มีความสุขแล้วเพราะ ถือว่าพอแล้ว แต่บางคนต้องให้มียอดคนกดไลค์มาก ๆ พอมากแล้วก็ยิ่งติดเพราะถือว่าเป็นรางวัล ในทางตรงกันข้ามหากได้รับการตอบรับน้อยไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ทำใหม่แล้วก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจะส่งผลต่อความคิดของตัวเอง บุคคลนั้นสูญเสียความมั่นใจและส่งผลต่อทัศนคติด้านลบของตัวเองได้ เช่น ไม่ชอบตัวเอง ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง แต่หากบุคคลนั้นสามารถรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้เป็นปกติได้ เซลฟี่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต” พญ.พรรณพิมล กล่าว
พญ.พรรณพิมล กล่าวต่อว่า นักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกาได้ให้ข้อคิดว่า เซลฟี่ สามารถกัดกร่อนความมั่นใจความภาคภูมิใจในตัวเองได้ หากถ่ายรูปตัวเองเผยแพร่บนโลกออนไลน์เป็นบางโอกาส ถือเป็นการมีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์ แต่หากมากไปและคาดหวังจดจ่อว่าจะมีใครเข้าดู เข้ามาแสดงความคิดเห็น แสดงว่าเซลฟี่กำลังสร้างปัญหา และ เป็นสัญญาณหนึ่งบอกถึงการขาดความมั่นใจในตัวเอง ล่าสุดสาธารณสุขประเทศอังกฤษได้ออกมาประกาศว่า อาการเสพติดโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง ในแต่ละปีมีชาวอังกฤษเข้ารับการบำบัดมาก กว่า 100 ราย
พญ.พรรณ พิมล กล่าวอีกว่า ความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน เพราะจะทำให้คนพอใจในตัวเอง มีความสุข มีสมาธิ ไม่กังวล ไม่โหยหาความรักและความสนใจจากคนอื่น ๆ กล้าทำในสิ่งใหม่ที่เหมาะสม มีความเป็นผู้นำกล้าเผชิญความจริง มีบุคลิกภาพดีเป็นมิตรกับคนทุกคน หากขาดความมั่นใจในตนเองแล้วจะเกิดความกังวล ลังเล ชีวิตไม่มีความสุข เมื่อมีความคิดสะสมไปเรื่อย ๆ อาจมีความผิดปกติทางจิตใจอารมณ์ได้ง่าย เช่น หวาดกลัวหวาดระแวง เครียดอิจฉา ชอบจับผิดคนอื่น ซึมเศร้า อาจทำพฤติกรรมแปลก ๆ มีลักษณะตรงข้ามกับความมั่นใจตัวเอง เช่น การแต่งกาย การใช้คำพูด หรือประชดชีวิต เช่น ดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด เป็นต้น
รองอธิบดี กรมสุขภาพจิต กล่าวด้วยว่าหากเยาวชนไทยเป็นผู้ที่ขาดความมั่นใจ จะทำให้ไม่กล้าลงมือทำสิ่งใหม่ในชีวิต มักทำตามคนอื่น เป็นผู้ลอกเลียนแบบ หรือทำซ้ำ ๆ ในสิ่งที่ทำมาแล้ว พัฒนาตนเองยาก มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ทำให้จำนวนผู้นำน้อยลง ครอบครัวขาดเสาหลักที่มั่นคง โอกาสการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ เป็นไปได้ยากขึ้น ส่วน วิธีป้องกันการเสพติดเซลฟี่ และการสร้างความมั่นใจตัวเองบนโลกความเป็นจริง ต้องให้ความสำคัญกับคนรอบข้างที่เป็นสิ่งแวดล้อมจริงในชีวิตประจำวัน หากิจกรรมยามว่างทำกับคนในครอบครัว เพื่อน ๆ เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง และ ข้อสำคัญให้ยอมรับในความแตกต่างของคน ที่ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน และที่สำคัญต้องฝึกความอดทนให้กับตัวเอง เพราะการถ่ายเซลฟี่ไม่สามารถที่จะทำได้ตลอดเวลา ครั้งไหนที่ทำไม่ได้ต้องยอมฝืนใจที่จะไม่ทำ หากผ่านจุดนั้นไปได้ ในครั้งต่อ ๆ ไป ก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมการถ่ายเซลฟี่ได้เช่นกัน.
ที่มา เดลินิวส์
จันทร์ 10 กุมภาพันธ์ 2557

ไมโครซอฟท์ได้ซีอีโอคนใหม่ หนุ่มอินเดีย


ไมโครซอฟท์ได้ซีอีโอคนใหม่แล้ว สัตยา นาเดลลา ชาวอินเดีย ผู้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์ เผยจะใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนในทางที่ดีขึ้น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ ได้ประกาศว่า บอร์ดของไมโครซอฟท์ ได้มีมติแต่งตั้ง นายสัตยา นาเดลลา รองประธานบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์คลาวด์และเอนเตอร์ไพรส์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหารคนล่าสุดของบริษัท ต่อจากสตีฟ บัลเมอร์ ที่ขอลงจากตำแหน่ง
บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหารไมโครซอฟท์ กล่าวถึงซีอีโอคนใหม่ ว่า ไม่มีใครเหมาะสมเท่า สัตยา นาเดลลา ที่จะพาไมโครซอฟท์ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ สัตยาได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำ ด้วยทักษะทางด้านวิศวกรรม    มุมมองทางธุรกิจ และความสามารถในการรวมคนในองค์กรเข้าไว้ด้วยกัน วิสัยทัศน์   ของเขาในการนำเทคโนโลยีมาใช้และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คนทั่วโลก สอดคล้องกับสิ่งที่ไมโครซอฟท์มองหาในการที่จะก้าวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ในการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตไปข้างหน้า
สตีฟ บัลเมอร์ อดีตซีอีโอ กล่าวว่าได้ร่วมงานกันมานานกว่า 20 ปี สัตยาคือผู้นำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไมโครซอฟท์ในเวลานี้
สำหรับซีอีโอคนใหม่ของไมโครซอฟท์ร่วมงานกับไมโครซอฟท์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535  เป็นบุคคลสำคัญในการนำกลยุทธ์และสร้าง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิคให้กับผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของไมโครซอฟท์  โดยการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นและมีความสำคัญมาก คือ การก้าวสู่ยุคของคลาวด์ และได้พัฒนาหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยี  คลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์อย่าง บิง เอ็กซบ็อกซ์ และออฟฟิศ (Bing, Xbox, Office)  และบริการสร้างผลงานที่โดดเด่น และมีส่วนแบ่งทางการตลาดเหนือคู่แข่งรายอื่น ๆ
ไมโครซอฟท์ยังได้ประกาศการเปลี่ยน แปลงบทบาทของ บิล เกตส์ จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการผู้บริหารมาเป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาด้าน เทคโนโลยี ซึ่ง บิล เกตส์ จะอุทิศเวลาให้กับไมโครซอฟท์มากขึ้นเพื่อสนับสนุนสัตยาในการกำหนดทิศทางด้าน เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยมี จอห์น ทอมป์สัน ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดผู้บริหารแทนที่บิล เกตส์.
.................................................
คุยกับ สัตยา นาเดลลา
ใช้เวลาช่วงเช้าวันละ 15 นาที เรียนออนไลน์
สัตยา นาเดลลา อายุ 46 ปี เกิดที่เมือง ไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย เขาหลงใหลการเล่นกีฬาคริกเก็ตเป็นชีวิตจิตใจ และยังเป็นนักกีฬาในทีมของโรงเรียน
“การเล่นคริกเก็ต สอนให้เราทำงานเป็นทีม และยังฝึกความเป็นผู้นำ ซึ่งทักษะเหล่านี้ได้ติดตัวมาตลอดการทำงานของผม”
สัตยา นาเดลลา บอกว่า ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ วิทยาการคอมพิวเตอร์คือสิ่งที่เขาตามหา แต่ความใฝ่ฝันนี้ยังไม่ถูกเติมเต็ม เมื่อเขาเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหา วิทยาลัยบังกาลอร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
“เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผมในการออกไปค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองหลงใหล”
สัตยา ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน มิลวอกี สหรัฐอเมริกาตามด้วยปริญญาโททางด้านการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก
“ผมชอบที่จะเรียนรู้” ความตื่นเต้นของผม คือ การได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากสถานที่ที่เราไปเยือน การเรียนรู้จากผู้คนที่เราได้พบปะพูดคุย การเรียนรู้จากการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ถ้าคุณไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นั่นหมายถึงคุณปฏิเสธที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น  สิ่งที่นิยามความเป็นตัวผมได้ดี คือ ครอบครัว ความสงสัยใคร่รู้ และความกระหายในการหาความรู้”
ที่น่าทึ่งก็คือ สัตยามักใช้เวลาในการลงทะเบียนเรียนทางออนไลน์ เขายอมรับว่า
“มันเป็นความบ้าในช่วงเวลา 15 นาที ในช่วงเช้าของผม คุณเชื่อมั้ย ผมพยายามที่จะศึกษาในเรื่องใหม่ ๆ อย่าง ประสาทวิทยา แน่นอน...ผมก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าผมทำไปเพื่ออะไร แต่ก็ตอบตัวเองว่า มันเป็นสิ่งที่ผมรัก”
สัตยาเริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคนิค ที่ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ จากนั้น ในปี พ.ศ. 2535 จึงเข้าทำงานที่ไมโครซอฟท์ ในขณะที่กำลังศึกษาปริญญาโททางด้านธุรกิจอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่บริษัทฯ  ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows NT และกำลังมองหาทีมงานที่มีความรู้เกี่ยวกับ  UNIX และระบบปฏิบัติการ 32 บิท เขาต้องการทำสองอย่างพร้อมกัน ทั้งเรียนปริญญาโท และงานที่ไมโครซอฟท์ และเขาก็ทำมันได้สำเร็จทั้งสองอย่าง
สัตยาได้ส่งอีเมลถึงพนักงานไมโครซอฟท์ทุกคนว่า
“ผมมาทำงานที่ไมโครซอฟท์ ด้วยเหตุผลเดียวกันกับทุกคน คือ ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยเทคโนโลยีซึ่งเติมเต็มพลังให้ผู้คน และสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ มีบริษัทอีกมากมายที่ปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงโลก แต่มีเพียงไม่กี่บริษัทที่มีความพร้อมทั้งความสามารถ ทรัพยากร และความมุ่งมั่น ไมโครซอฟท์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เรามีคุณสมบัติที่ครบถ้วนสมบูรณ์เหล่านั้น”.
ที่มา เดลินิวส์
พุธ 12 กุมภาพันธ์ 2557